You are here > Home บันทึกถึงน่าน ธรรมชาติ ทริปเดินป่าน้ำตกภูฟ้า จังหวัดน่าน
Mon 23 Oct 2017
ทริปเดินป่าน้ำตกภูฟ้า จังหวัดน่าน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ดาวเหนือ   
วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2012 เวลา 07:40 น.

สายน้ำที่ทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงเป็นแถบขาวดั่งแพรผืนงามพลิ้วไหวกลางสายลม ไหลไปตามร่องผาหินสีเข้มทึบ ส่งเสียงดัง ครืน ครืน ไม่ขาดตอน

สายน้ำที่ทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงเป็นแถบขาวดั่งแพรผืนงามพลิ้วไหวกลางสายลม ไหลไปตามร่องผาหินสีเข้มทึบ ส่งเสียงดัง ครืน ครืน ไม่ขาดตอน สายลมปลายฤดูหนาวพัดผ่านร่องหุบดังหวีดหวิว หอบหมู่ใบไม้แห้งหลากสีให้หลุดจากขั้วใบ ปลิวไปตามสายลมแล้วค่อย ๆ หมุนร่อนลงลอยอยู่เหนือผืนน้ำที่กระเพื่อมเป็นริ้วคลื่นในแอ่งด้านล่างน้ำตก เสียงนก เสียงกบ เสียงจักจั่นและแมลงหลากชนิดส่งเสียงแว่วมาเป็นระยะ บางครั้งก็ประสานเสียงกันก้องกังวานฟังรื่นหู

กาลเวลาเหมือนจะเดินช้าลง เมื่อมีโอกาสอยู่กับตัวเองกลางป่าลึกเช่นนี้ จนสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ชัดเจนขึ้น

หลังจากความเหนื่อยล้าหายไป ความสงบ รู้สึกผ่อนคลายก็เข้ามาแทนที่ ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน กลางเดือนกุมภาพันธ์ ผมนั่งมองน้ำตกภูฟ้าชั้นที่ 5, 6 และชั้นที่ 7 ระหว่างนั่งพักเหนื่อย... หน้าฝนปีที่แล้ว เรามาพายเรือยางล่องแก่งน้ำว้าตอนกลาง เริ่มจากบ้านห้วยล้อม พายมาวันครึ่ง แล้วมายึดหัวหาดยกพลขึ้นบกที่สบน้ำหมาว จากนั้นเดินอีกครึ่งวันทวนลำน้ำหมาวข้ามสันภูฟ้าเข้าไปที่น้ำตกภูฟ้าแล้วค้างคืนหนึ่ง แต่ได้เห็นน้ำตกแค่ชั้นล่างๆ คือชั้น 1-3 ก็ต้องเดินกลับออกมา เนื่องด้วยเหตุขัดข้องหลายประการ ทั้งระยะเวลาที่มีจำกัด และจะเป็นการเสี่ยงอันตรายเกินไปถ้าจะปีนไปดูน้ำตกชั้นที่สูงกว่านี้เพราะเป็นหน้าผาที่ลื่นและชันมาก...อีกบทหนึ่งของการเดินทาง กับการเดินตามรอยเพื่อเติมเต็มความฝันสู่น้ำตกภูฟ้า

"ไปน้ำตกภูฟ้า ครั้งนี้จะขึ้นไปถึงชั้น 12 เดินสบาย ๆ ครึ่งวันก็ถึงน้ำตก เป็นเส้นทางใหม่ ขาไปไม่ต้องข้ามม่อนผีตาย ไม่ต้องพายเรือล่องแก่ง"

ข้อมูลก่อนเดินทางที่ได้รับรู้ น้ำตกภูฟ้าที่ขึ้นชื่อในเรื่องความยากลำบากในการเข้าถึง เมื่อมีโอกาสนับเป็นสิ่งยั่วใจให้ไปเยือนอีกครั้ง อันที่จริงแค่ได้แบกเป้ออกท่องธรรมชาติกลางป่าเขา ผมก็ไม่ค่อยสนใจจุดหมายอยู่แล้ว

เราเหมารถสองแถวจากตัวเมือง น่านเดินทางลงใต้มาที่บ้านน้ำตวง อ. แม่จริม ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวม้ง ที่นี่เรามาพบคนนำทางที่ได้นัดแนะกันล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว มาถึงเอาตอนสาย ๆ ประมาณ 10 โมง ก็ได้เจอกับพี่สมเกียรติและเม่ง สองคนนำทางของเรา หลังจากตรวจสอบ อุปกรณ์และเสบียง เราก็พร้อมที่จะออกเดิน และนัดแนะกับรถให้มารับที่จุดเดิมในอีก 3 วันข้างหน้า...

ช่วงแรกเราเดินไปตามแนวกันไฟของป่าอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ บ้านน้ำตวงมุ่งไปทางเหนือ ทางชันพอได้เหนื่อย ในยามนี้ท้องฟ้าออกจะหลัวไม่ค่อยสดใสเนื่องมาจากควันของไฟป่า ระหว่างทางเดินที่ผ่านป่าโปร่งมองเห็นสันดอยที่โล้นเตียน แถวนี้ยังใกล้หมู่บ้าน เมื่อก่อนคงมีการทำไร่กันมาก ต้นไม้บนดอยแถบนี้เลยหายหมด

การหาเลี้ยงชีพกับการอนุรักษ์ มักจะอยู่คนละฝั่งของคันชั่งเสมอ ในสังคมที่ยังมีความเหลื่อมล้ำขาดโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึง ทรัพยากร...

สองขาอ่อนล้า สองบ่าหนักอึ้ง เดินมาหลายชั่วโมงความเหนื่อยอ่อนก็เข้ามาหาโดยไม่ได้เชื้อเชิญ เรามาหยุดพักที่สันดอยแคบ ๆ สองข้างเป็นหน้าผาชัน ลมพัดผ่านเย็นสบาย ที่ผาชันข้างล่างมีต้นกุหลาบพันปีออกดอกสีขาวสะพรั่ง ต้นพญาเสือโคร่ง ต้นเสี้ยวก็ออกดอกประชันกันเต็มต้น... กุหลาบพันปีสีขาว... น่าจะเป็นกุหลาบมะละแหม่ง (Rhododendron moulmeinense Hook) ... ใบก่วมสีแดงที่ร่วงลงบนพื้น คล้าย ๆ กับใบเมเปิลแดงที่ภูกระดึง แต่ที่นี่จะมีแฉกที่เรียวแหลมกว่า เราเดินไต่ข้ามสันเขาที่กั้นบ้านน้ำตวงมาแล้ว ป่าแถบนี้เปลี่ยนเป็นต้นไม้ขึ้นหนาแน่นดูเขียวสดชื่นดีจัง ป่าดิบเขาที่ยังคงสมบูรณ์ เห็นแล้วช่างแตกต่างกับอีกฟากดอยฝั่งโน้น

ตอนนี้เย็นมากแล้วเรายังคงเดินไปตามสันดอย จุดหมายยังอยู่อีกไกล จากตอนแรกที่ใครบางคนบอกว่าทริปนี้เดินขำ ขำ บ่ายสามก็ถึง เปลี่ยนมาเป็นน่าจะถึงประมาณ 4 ทุ่ม ตอนนี้เริ่มขำไม่ออก... ก่อนมืดเป้าหมายของเราก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง หลังจากประเมินสถานการณ์ดูแล้วว่าเราคงไปไม่ถึงน้ำตกแน่ เปลี่ยนมาเป็นจะไปพักกันที่สันเขาที่มีแหล่งน้ำซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด จากจุดนี้ยังต้องเดินไปตามสันเขาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง จึงจะถึงจุดที่มีน้ำซับซึ่งเป็นที่พักคืนนี้ คืนข้างขึ้นอ่อน ๆ มีพระจันทร์เสี้ยวบาง ๆ ส่องแสงอยู่เหนือยอดไม้ทางตะวันตก เราเดินมุดพงอ้อที่ขึ้นอย่างหนาแน่นสูงท่วมหัว เดินฝ่าใบอ้อที่คมกริบและขุยที่อยู่ตามก้านใบ อีกทั้งต้นดาวกระจายสองข้างทาง กลางความมืดมีเพียงแสงไฟฉายส่องนำ ทั้งแสบทั้งคันที่หน้าและมือ ที่เสื้อและหัวก็เต็มไปด้วยลูกดาวกระจาย เกือบชั่วโมงกว่าจะผ่านพ้นดงอ้อมาได้ ประมาณ 2 ทุ่มเราก็ถึงจุดพักแรม...

เช้าวันใหม่แล้ว เตรียมตัวออกเดินทางกันต่อ

พี่สมเกียรติบอกว่าจากนี้ไปน้ำตกระยะทางอีกไม่ไกล 2 ชั่วโมงก็ถึง เพื่อให้มีเวลาอยู่ที่น้ำตกนาน ๆ เราจึงออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่... เส้นทางไปตามสันเขา ที่เราผ่านในเช้านี้ป่าสวยมาก เป็นป่าดิบเขา บางช่วงก็เป็นป่าสน ในหุบข้างล่างทั้งสองฝั่งต้นไม้ใหญ่ก็ขึ้นหนาแน่นมาก... แมลงเต่าทองสองตัวนี้ ดูจะเป็นเจ้าถิ่นที่ขี้อาย พอเราหยุดมองก็หลบไปอยู่หลังใบไม้... คราบของตัวอ่อนจักจั่นที่ลอกทิ้งไว้เพื่อเข้าสู่ระยะตัวเต็มวัย จักจั่นเป็นแมลงที่มีวงจรชีวิตที่ยาวนานและแปลกมากชนิดหนึ่ง ตัวเต็มวัยจะมีช่วงชีวิตประมาณ 1 – 2 เดือน ในช่วงนี้เฉพาะตัวผู้จะทำเสียงก้องกังวานไปทั้งแนวไพร เพื่อให้ตัวเมียเลือกที่จะผสมพันธุ์ด้วยหลังจากพึงพอใจในน้ำเสียง จากนั้นตัวเมียก็จะวางไข่ไว้ใต้เปลือกไม้ หลังจากใช้เวลาหลายเดือนไข่ก็ฟักเป็นตัวอ่อนแล้วหล่นลงบนพื้นดิน และก็ขุดรูลงไปอยู่ใต้ดินดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากไม้เป็นอาหาร ช่วงชีวิตช่วงนี้เป็นระยะที่นานที่สุด จักจั่นบางสายพันธุ์เป็นตัวอ่อนนานถึงสิบกว่าปี โดยทั่วไปช่วงชีวิตตัวอ่อนของจักจั่นจะประมาณ 4-6 ปี เมื่อครบระยะเวลาตัวอ่อนก็ขุดรูโผล่ขึ้นมาจากหลุม ปีนขึ้นต้นไม้แล้วลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย ดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ ชื่นชมกับสายลมแสงแดดและทำหน้าที่ดำรงเผ่าพันธุ์ตามวิถีแห่งธรรมชาติ แล้วก็จบวงจรชีวิตลง...ภูสูง ภูแล้วภูเล่า ขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้น ทางเดินไปสู่น้ำตกรู้สึกยาวไกลเหมือนจะไม่สิ้นสุด เราเดินผ่านช่วงเวลาสองชั่วโมงมานานแล้วแต่ก็ยังไม่ถึง ไม่รู้ว่าในหนึ่งวันของพี่สมเกียรติมีกี่ชั่วโมง ชักสงสัยแกบอกมาทีไรเราต้องคูณเพิ่มทุกที... ยิ่งเข้าใกล้น้ำตกป่าสมบูรณ์มาก มีไม้ใหญ่ยืนต้นชูเรือนยอดสูงตระหง่านตามสันเขา...

ดวงอาทิตย์เกือบจะตั้งฉาก เราก็มาถึงทางชันช่วงสุดท้าย ที่ตัดลงสู่ร่องหุบน้ำตกภูฟ้า เมื่อไต่ลงไปถึงก็เจอลานกว้าง มีแอ่งน้ำอยู่หน้าน้ำตกชั้นที่ 5... เมื่อมองจากลานหน้าน้ำตกจะเห็นน้ำตกภูฟ้าชั้นที่ 5 ไหลตกลงมาเป็นสายน้ำสองสายตามร่องผาหินที่สูงประมาณ 30 กว่าเมตร สูงขึ้นไปด้านซ้ายจะเห็นน้ำตกชั้นที่ 6 และเยื้องขึ้นไปทางขวาจะเป็นชั้นที่ 7 ไหลเป็นสายลดหลั่นกันลงมา... ตามเป้าหมายเดิม เราจะปีนขึ้นไปดูน้ำตกชั้นบน ๆ จนถึงชั้นที่ 12 แต่เมื่อทุกคนไต่ลงมาถึง และกินมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว ความเห็นก็ออกมาเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ไหวแล้ว เอาแค่นี้แหละไม่ต้องปีนขึ้นไปหรอกชั้นข้างบน ชั้นที่เหลือค่อยมากันใหม่ ก็วันพระมีตั้งหลายวัน... เราตัดสินใจเดินกลับเพราะถ้าจะค้างที่นี่อีกคืนเวลาก็ไม่พอ ขากลับเราจะใช้เส้นทางผ่านม่อนผีตาย หลังจากเห็นเส้นทางขามาแล้วว่าคงเดินกลับกันไม่ทันแน่ เราแยกทางกับพี่สมเกียรติและเม่งที่นี่ โดยทั้งสองขอเดินย้อนกลับทางเดิม ส่วนพวกเรา 7 ชีวิต จะเดินกลับทางลำน้ำหมาวแล้วไปออกลำน้ำว้า ก็วันพระมีตั้งหลายวัน... เราตัดสินใจเดินกลับเพราะถ้าจะค้างที่นี่อีกคืนเวลาก็ไม่พอ ขากลับเราจะใช้เส้นทางผ่านม่อนผีตาย หลังจากเห็นเส้นทางขามาแล้วว่าคงเดินกลับกันไม่ทันแน่ เราแยกทางกับพี่สมเกียรติและเม่งที่นี่ โดยทั้งสองขอเดินย้อนกลับทางเดิม ส่วนพวกเรา 7 ชีวิต จะเดินกลับทางลำน้ำหมาวแล้วไปออกลำน้ำว้า

พระจันทร์เสี้ยวข้างขึ้นแห่งเดือนมาฆมาส ส่องแสงเป็นประกายอยู่เหนือขอบฟ้าตะวันตก เราเริ่มออกเดินอีกครั้งเมื่อประมาณ 2 ทุ่ม เพื่อไปนอนกันที่สบน้ำหมาวซึ่งเป็นจุดที่ลำน้ำหมาวไหลไปบรรจบกับลำน้ำว้า คืนนี้หมู่ดาวต่าง ๆ ส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ตอนนี้กลุ่มดาวนายพรานขึ้นเกือบตรงกลางท้องฟ้าแล้ว ดาวโจรในกลุ่มดาวหมาใหญ่ก็ส่องแสงเป็นประกายอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ เหนือขอบฟ้าทิศใต้ดาวคาโนปัสก็เห็นเด่นเป็นประกายอยู่ในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ กลุ่มดาวสารถีก็เห็นเด่นชัดอยู่ทางซีกฟ้าเหนือ กลุ่มดาวลูกไก่ก็อยู่เยื้องกลุ่มดาววัวไปทางตะวันตก ดาวเสาร์ก็กำลังส่องแสงสุกสกาวอยูในกลุ่มดาวคนคู่เยื้องไปทางตะวันออกใกล้ ๆ กับกลุ่มดาวหมาเล็ก

ดาวโจรขึ้นได้องศาดีแล้ว ดาวไถก็อยู่เกือบกลางท้องฟ้า จับยามสามตาและยามอุบากอง เพลานี้ฤกษ์ดีเป็นยิ่งนัก จะออกรีดไถ ..เฮ้ย!! ไม่ใช่.. ทำการใดจะสำเร็จลุล่วงดั่งใจหมายท่ามกลางความมืดมิด เราออกเดินเป็นแถวเรียงเดี่ยวไปตามริมฝั่งลำน้ำหมาวมุ่งหน้าสู่ตะวันตก อาศัยแสงจันทร์และแสงจากไฟฉายส่องนำทาง... "ฟ้าคืนนี้มีดาว"

เรามาถึงริมฝั่งน้ำว้าเมื่อประมาณ 3 ทุ่ม ฟ้ายามนี้ดารดาษระยิบระยับเต็มไปด้วยหมู่ดาว พระจันทร์เสี้ยวลับเหลี่ยมเขาหายไปพักใหญ่แล้ว กลางป่าลึก ท่ามกลางความมืดมิดโอกาสอย่างนี้เหมาะแก่การดูดาวจริง ๆ ตอนนี้กลุ่มดาวเด่น ๆ ของฤดูหนาวกำลังอยู่กลางท้องฟ้า มีกลุ่มดาวนายพรานหรือดาวเต่าที่มีดาวไถเป็นจุดเด่น กลุ่มดาวคนคู่หรือดาวโลงที่เรียงกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม กลุ่มดาววัวหรือดาวธงที่เรียงกันเป็นตัว V กระจุกดาวลูกไก่ทางตะวันตกเห็นดาวเกลื่อนฟ้าแล้วนึกถึงบทกลอนชมดาวของท่านสุนทรภู่จากเรื่องพระอภัยมณีที่เคยอ่านเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

"ดูโน่นแน่ะแม่อรุณรัศมี
ตรงมือชี้ ดาวเต่า นั่น ดาวไถ
โน่น ดาวธง ตรงหน้าอาชาไนย
ดาวลูกไก่ เคียงคู่เป็นหมู่กัน
องค์อรุณทูลถามพระเจ้าป้า
ที่ตรงหน้าดาวไถชื่อไรนั่น
นางบอกว่า ดาวธง อยู่ตรงนั้น
ที่เคียงกันเป็นระนาวชื่อ ดาวโลง ฯ"


พระอาทิตย์โผล่พ้นทิวไม้เริ่มส่องแสงร้อนแรง ก็ได้เวลาเตรียมอาหารมื้อเช้า วันนี้เราหมดกังวลเรื่องการเดินกลับ ก็เลยมีเวลาทำอาหารชุดใหญ่กัน จริงๆ แล้วจะทำลายเสบียงไม่อยากแบกกลับกันมากกว่า เสบียงที่ยังเหลือถูกงัดออกมาจนหมด เมื่อกองไฟเริ่มมอดกับข้าวหลากเมนูก็โชยกลิ่นชวนชิม

ครั้งก่อนที่มาหน้าฝน น้ำว้าเอ่อล้นริมฝั่ง ขุ่นข้นและไหลเชี่ยวเกรี้ยวกราด วันนี้ปลายหน้าหนาว ระดับน้ำลดลงไปมาก น้ำใสไหลเอื่อย ๆ เห็นก้อนหินทั้งใหญ่และเล็กที่พื้นลำน้ำ แม้จะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงฤดูกาล แต่ลำน้ำสายนี้ก็ยังคงมีเสน่ห์เสมอ จากเหนือลงสู่ใต้ ผ่านร่องหุบเขาที่คดเคี้ยวและสูงชัน ป่าทั้งสองฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ แก่งหินหลากหลายรูปแบบ สายน้ำเชี่ยวที่ถาโถมแล้วแตกตัวเป็นฟองขาวและคลื่นสูงยามผ่านแก่งหินที่คั่นขวาง ความรู้สึกตื่นเต้น สนุก เพลินตาครั้งมาล่องแก่ง ยังคงแจ่มชัดเหมือนเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน...

เส้นทางกลับเราต้องข้ามลำน้ำว้า แล้วเดินข้ามม่อนผีตาย แต่การเดินแบกเป้ข้ามลำน้ำว้าก็ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ หลังจากสำรวจจุดที่จะข้ามก็โชคดีที่พบแพไม้ไผ่ของชาวบ้านที่เข้ามาหาปลาทิ้งไว้ ก็เลยเอามาใช้เป็นแพข้ามฟากขนส่งเป้ข้ามไปฝั่งโน้น ส่วนคนก็เดินตัวเปล่าข้ามลำน้ำว้า จากลำน้ำว้าเราเดินไต่ขึ้นม่อนผีตาย เส้นทางนี้เป็นที่ล่ำลือกันถึงความชันและระยะทางที่ยาวไกล ทางเดินผ่านม่อนผีตายไม่มีแหล่งน้ำระหว่างทาง เราจึงเตรียมน้ำดื่มกันไปเต็มที่

ม่อนผีตาย ที่มาของชื่อนี้ มีพี่คนหนึ่งบอกว่า เมื่อนานมาแล้วที่ป่าดิบบนสันเขาช่วงหนึ่ง มีผู้หญิงม้งท้องแก่มาคลอดลูก แต่ตายตอนคลอด ชาวบ้านแถบนี้จึงตั้งชื่อดอยนี้ว่า ...ม่อนผีตาย...

จากป่าดิบเขาบนยอดดอย เมื่อเราเดินมาตามสันที่ระดับความสูงลดลงก็มาเจอกับป่าผลัดใบ ตอนนี้แห้งแล้งมาก บางช่วงไฟป่าเพิ่งไหม้ไปไม่นาน ข้างทางยังมีไฟคุกรุ่นอยู่เลย...ออกจากป่าก็มาเจอกับไร่ข้าวโพดของชาวบ้านเมื่อเย็นมากแล้ว เราเดินไปตามทางรถเพื่อไปออกที่บ้านตอง ซึ่งเป็นจุดที่เราได้นัดกับรถให้มารับกลับ...ในที่สุดเราก็เดินมาถึงจุดที่รถมารอรับกลับที่บ้านตอง

ระหว่างทางที่นั่งรถกลับเมืองน่าน ผมนึกถึงการเดินทางในสามวันที่ผ่านมา ครั้งนี้แม้จะไปไม่ถึงจุดหมายที่วางไว้ แต่ผมก็มีความสุขกับการเดินทาง เพราะมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายตามรายทางให้ได้พบ เห็น รวมทั้งมิตรภาพจากเพื่อนร่วมทาง คือสิ่งที่น่าจดจำสำหรับการเดินทางครั้งนี้ มีคนเคยบอกว่าเมื่อออกเดินทาง ให้พกความคาดหวังไปน้อย ๆ เพราะมันจะหนักขึ้นทุกครั้งที่เราผิดหวัง และให้พกน้ำใจไปเยอะ ๆ เพราะมัน จะเบาลงทุกครั้งที่ให้กับเพื่อนร่วมทาง แล้วเราจะมีความสุขกับการเดินทาง...

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 05 กันยายน 2012 เวลา 19:32 น.
 

แสดงความคิดเห็นกับเรา nantouring.com

Main Menu

Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/nantouri/domains/nantouring.com/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

Who's Online

เรามี 41 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Login Form

ลืมรหัสผ่าน? ลืมชื่อเข้าใช้งาน? ลงทะเบียน

เพื่อนบ้าน





  บริษัท น่านทัวร์ริ่ง จำกัด

  11/12 ถ.สุริยะพงษ์ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน 55000   Tel. 08-1961-7711 , 0-5475-1122   Fax. 0-5475-1199
  Email : nantouring@hotmail.com
  TAT Licence  No. 22-0210

  © Copyright 2011-2012  All Rights  Reserved by Nantouring.com